
วิธีเช็กสี Undertone ก่อนซื้อรองพื้น เลือกยังไงให้เป๊ะ หน้าไม่ลอย ไม่ดรอประหว่างวัน
วิธีเช็กสี Undertone ก่อนซื้อรองพื้นจะได้ไม่พลาด! ใครกำลังเลือกรองพื้นแต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองมีผิวโทนไหน บทความนี้จะพาไปรู้จัก วิธีเช็ก Undertone แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง พร้อมวิธีเลือกสีรองพื้นตาม Undertone ให้เข้ากับสีผิวจริง ช่วยลดปัญหาหน้าลอย สีรองพื้นไม่เข้ากับคอ หรือรองพื้นดรอประหว่างวัน
ไม่ว่าจะเป็นผิวโทนชมพู (Cool Undertone) ผิวโทนเหลือง (Warm Undertone) หรือผิวโทนกลาง (Neutral Undertone) มาทำความรู้จัก Undertone ของตัวเอง แล้วเลือกเฉดรองพื้นให้แมตช์กับผิวได้อย่างมั่นใจกันเลย!
Undertone คืออะไร? ทำไมต้องเช็กก่อนเลือกสีรองพื้น
Undertone คือโทนสีพื้นฐานใต้ผิวที่มีอิทธิพลต่อภาพรวมของสีผิว โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ Cool Undertone, Warm Undertone และ Neutral Undertone
การรู้ Undertone ของตัวเองช่วยให้เลือกสีรองพื้นได้ตรงกับโทนผิวมากขึ้น โดยควรพิจารณาร่วมกับสีผิวจริง (Skin Tone) ด้วย เพราะคนที่มี Undertone เดียวกันอาจมีระดับความสว่างของผิวแตกต่างกันได้
ทำไมต้องเช็ก Undertone ก่อนซื้อรองพื้น
- ช่วยเลือกเฉดสีที่เข้ากับโทนผิวได้ง่ายขึ้น
- ลดโอกาสเลือกสีรองพื้นที่ติดชมพูหรือเหลืองเกินไป
- ช่วยให้เมกอัปดูกลมกลืนกับสีผิวและลำคอ
- ทำให้การทดลองสีรองพื้นก่อนซื้อมีทิศทางมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สีรองพื้นที่เหมาะกับผิวไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Undertone เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องความเข้มของสีผิว เนื้อรองพื้น และการเปลี่ยนแปลงของสีระหว่างวันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
วิธีเช็ก Undertone ผิว มีวิธีไหนบ้าง?
สำหรับใครที่กำลังมองหา วิธีเช็ก Undertone ผิว สามารถเริ่มต้นจากการสังเกตสัญญาณต่าง ๆ บนผิวได้ด้วยตัวเอง โดยวิธีที่นิยมใช้มีทั้งการดูสีเส้นเลือด การสังเกตเครื่องประดับ และการเปรียบเทียบสีผิวกับเสื้อผ้า วิธีเหล่านี้เป็นแนวทางเบื้องต้น ไม่ใช่การยืนยัน Undertone ที่แม่นยำสำหรับทุกคน แนะนำให้ใช้หลายวิธีประกอบกัน
1. เช็กสีเส้นเลือดบริเวณข้อมือ
วิธีนี้เป็นหนึ่งในวิธีเช็ก Undertone ที่ทำได้ง่าย เพียงสังเกตสีเส้นเลือดบริเวณข้อมือหรือท้องแขนภายใต้แสงธรรมชาติ
🔵🟣 เส้นเลือดสีฟ้าหรือม่วง: อาจเป็น Cool Undertone (โทนชมพูหรือโทนเย็น)
🟢 เส้นเลือดสีเขียว: อาจเป็น Warm Undertone (โทนเหลืองหรือโทนอุ่น)
🟢🔵🟣 มองเห็นทั้งสีเขียว ฟ้า หรือม่วง: อาจเป็น Neutral Undertone (โทนกลาง)
ข้อควรรู้: สีเส้นเลือดอาจได้รับอิทธิพลจากสีผิว แสง และการมองเห็นของแต่ละคน จึงไม่ควรใช้วิธีนี้เพียงอย่างเดียวในการตัดสิน Undertone
2. สังเกตว่าใส่เครื่องประดับสีไหนแล้วเข้ากับผิว
ลองเปรียบเทียบเครื่องประดับสีเงินและสีทอง โดยสังเกตว่าคุณรู้สึกว่าสีใดกลมกลืนกับผิวมากกว่า
- สีเงิน: มักใช้เป็นแนวทางในการสังเกต Cool Undertone
- สีทอง: มักใช้เป็นแนวทางในการสังเกต Warm Undertone
- ทั้งสีเงินและสีทอง: อาจเป็น Neutral Undertone
วิธีนี้เป็นเพียงการสังเกตความรู้สึกและความกลมกลืนของสี ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัว เพราะความชอบส่วนตัวและสีของเครื่องประดับก็มีผลต่อการรับรู้เช่นกัน
3. เปรียบเทียบสีผิวกับเสื้อผ้าโทนเย็นและโทนอุ่น
ลองสวมเสื้อผ้าสีต่าง ๆ เช่น สีฟ้า สีชมพู สีครีม หรือสีเหลืองทอง แล้วสังเกตว่าสีไหนช่วยให้ผิวดูสม่ำเสมอและกลมกลืนมากขึ้น การเปรียบเทียบสีเสื้อผ้าช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสีผิวกับโทนสีต่าง ๆ แต่ไม่สามารถระบุ Undertone ได้อย่างแน่นอนเพียงจากวิธีนี้
Undertone มีกี่แบบ? รู้จัก Cool, Warm และ Neutral
โดยทั่วไป Undertone แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ซึ่งแต่ละกลุ่มมีลักษณะโทนสีพื้นฐานแตกต่างกัน การทำความเข้าใจแต่ละประเภทจะช่วยให้เลือกเฉดรองพื้นได้ง่ายขึ้น
1. Cool Undertone – ผิวโทนเย็น
Cool Undertone คือผิวที่มีโทนพื้นฐานออกไปทางชมพู แดง หรืออมฟ้า แม้ระดับสีผิวจะมีได้ตั้งแต่ผิวขาวไปจนถึงผิวเข้ม แต่เมื่อมองภาพรวมมักเห็นความเป็นโทนเย็นมากกว่าโทนเหลือง หากเป็น Cool Undertone ควรเริ่มทดลองรองพื้นที่มีโทนชมพูหรือโทนเย็น และดูว่าสีรองพื้นกลมกลืนกับผิวบริเวณใบหน้าและลำคอหรือไม่
2. Warm Undertone – ผิวโทนอุ่น
Warm Undertone คือผิวที่มีโทนพื้นฐานออกไปทางเหลือง ทอง หรือพีช โดยไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นคนผิวขาวหรือผิวเข้ม หากมองภาพรวมแล้วผิวมีความอบอุ่นหรืออมเหลืองมากกว่าโทนชมพู ก็อาจอยู่ในกลุ่ม Warm Undertone สำหรับการเลือกสีรองพื้น ควรลองเฉดที่มีโทนเหลืองหรือโทนอุ่น และเลือกสีที่ไม่ทำให้ผิวดูเหลืองหรือส้มจนเกินไป
3. Neutral Undertone – ผิวโทนกลาง
Neutral Undertone คือผิวที่มีความสมดุลระหว่างโทนเย็นและโทนอุ่น จึงอาจไม่เห็นความอมชมพูหรืออมเหลืองอย่างชัดเจนเหมือน Cool หรือ Warm Undertone คนที่มี Neutral Undertone อาจเลือกใช้รองพื้นเฉด Neutral หรือทดลองเฉด Warm และ Cool ที่มีระดับความสว่างใกล้เคียงกัน เพื่อดูว่าสีไหนเข้ากับผิวมากที่สุด
ทั้ง 3 แบบนี้เป็นเพียงการแบ่ง Undertone ที่ใช้เป็นแนวทางในการเลือกสีรองพื้นเท่านั้น เพราะสีรองพื้นที่เหมาะกับผิวไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Undertone เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องดู ระดับความสว่างของสีผิว (Skin Tone) และเฉดของรองพื้นแต่ละแบรนด์ร่วมด้วย ดังนั้นหากยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็น Cool, Warm หรือ Neutral ควรเช็ก Undertone จากหลายวิธีประกอบกันก่อนเลือกซื้อรองพื้น
วิธีเลือกสีรองพื้นตาม Undertone ให้เข้ากับสีผิว
เมื่อพอทราบ Undertone ของตัวเองแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการเลือกสีรองพื้นที่เข้ากับทั้งโทนผิวและระดับความสว่างของผิว ไม่ควรเลือกจากคำว่า Warm, Cool หรือ Neutral เพียงอย่างเดียว
ตารางวิธีเลือกสีรองพื้นตาม Undertone
Undertone | โทนรองพื้นที่ควรทดลอง | สิ่งที่ควรสังเกต |
|---|---|---|
Cool | ชมพู / โทนเย็น | ไม่ชมพูหรือแดงเกินไป |
Warm | เหลือง / โทนอุ่น | ไม่เหลืองหรือส้มเกินไป |
Neutral | Neutral / เฉดกลาง | ความกลมกลืนกับสีผิวจริง |
Olive | เฉดที่มีโทนเขียวหรือเหลืองตามสูตร | ไม่เทาหรือส้มเกินไป |
ตารางนี้เป็นแนวทางสำหรับเริ่มต้นเลือกเฉดรองพื้นเท่านั้น แต่ละแบรนด์อาจกำหนดชื่อเฉดและโทนสีแตกต่างกัน ดังนั้นควรตรวจสอบเฉดจริงก่อนตัดสินใจซื้อ
เลือกสีรองพื้นให้ตรงกับระดับความสว่างของผิว
รู้แล้วว่าตัวเองเป็น Cool, Warm หรือ Neutral Undertone ก็ยังเลือกสีรองพื้นไม่ได้ทันที เพราะต้องดูด้วยว่า ผิวของเราสว่างหรือเข้มแค่ไหน โดยแต่ละคนมีระดับสีผิวต่างกัน ตั้งแต่ผิวขาว ผิวขาวปานกลาง ผิวกลาง ไปจนถึงผิวเข้ม
ยกตัวอย่างเช่น:
คน 2 คนอาจมี Warm Undertone เหมือนกัน แต่คนหนึ่งผิวขาว ส่วนอีกคนผิวกลาง ก็ไม่ควรใช้รองพื้นเฉดเดียวกัน เพราะสีที่สว่างหรือเข้มเกินไปอาจทำให้หน้า ลอย หน้าหมอง หรือสีไม่กลืนกับคอ
วิธีเลือกง่าย ๆ คือ ให้หาเฉดรองพื้นที่มี Undertone ตรงกับผิว และมีระดับความสว่างใกล้เคียงกับสีผิวจริง จากนั้นลองทาบริเวณแนวกรามแทนหลังมือ เพราะบริเวณนี้ช่วยให้เห็นว่าสีรองพื้นเข้ากับทั้งใบหน้าและลำคอหรือไม่
ถ้ายังลังเลระหว่างหลายเฉด ให้ลอง 2–3 สีที่ใกล้เคียงกัน แล้วดูใน แสงธรรมชาติ หลังรองพื้นเซตตัว สีที่ดูกลืนไปกับผิวมากที่สุดโดยไม่ทำให้หน้าลอยหรือหมอง มักเป็นเฉดที่เหมาะกับเรามากกว่า
รองพื้นสำหรับผิว Warm Cool Neutral เลือกแบบไหนดี?
สำหรับคนที่กำลังมองหา รองพื้นสำหรับผิว Warm Cool Neutral สิ่งแรกที่ควรดูไม่ใช่แค่ชื่อสีรองพื้น แต่ควรดูทั้ง Undertone และระดับความสว่างของผิว เพราะแม้จะเป็น Warm Undertone เหมือนกัน แต่ถ้าสีผิวสว่างหรือเข้มต่างกัน ก็อาจต้องใช้รองพื้นคนละเฉด
นอกจากนี้แต่ละแบรนด์อาจใช้ชื่อเฉดและตัวอักษรที่แตกต่างกัน เช่น W, Y, G อาจใช้แทนโทนอุ่น ส่วน C, P อาจใช้แทนโทนเย็น ขณะที่ N มักใช้แทนโทนกลาง แต่ไม่ใช่ทุกแบรนด์จะกำหนดรหัสเหมือนกัน จึงควรดูคำอธิบายของเฉดจากแบรนด์นั้น ๆ ประกอบด้วย
รองพื้นสำหรับผิว Warm
ถ้าเป็น Warm Undertone ให้เริ่มมองหารองพื้นที่มีโทนเหลือง ทอง หรือโทนอุ่น โดยเลือกความสว่างให้ใกล้เคียงกับสีผิวจริง ไม่ควรเลือกเฉดที่เหลืองหรือส้มเกินไป เพราะอาจทำให้ใบหน้าดูเข้มกว่าลำคอ
หากมีหลายเฉดที่ใกล้เคียงกัน ให้ลองทาบริเวณแนวกรามแล้วเปรียบเทียบกับสีคอ เฉดที่กลืนไปกับผิวโดยไม่ทำให้หน้าดูเหลืองหรือส้มจนเกินไปจะเป็นตัวเลือกที่น่าทดลองมากกว่า
รองพื้นสำหรับผิว Cool
สำหรับ Cool Undertone ให้ลองมองหารองพื้นที่มีโทนชมพู แดง หรือโทนเย็น แต่ควรเลือกเฉดที่ยังดูเป็นธรรมชาติบนผิว ไม่ใช่เลือกสีที่ชมพูที่สุดเสมอไป
ถ้ารองพื้นทำให้ใบหน้าดูชมพูหรือแดงเด่นกว่าลำคอมากเกินไป อาจเป็นสัญญาณว่าเฉดนั้นมีโทนเย็นมากเกินไปสำหรับผิวของเรา ดังนั้นการทดลองสีจริงจึงสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อต้องเลือกระหว่างเฉดที่มีความสว่างใกล้เคียงกัน
รองพื้นสำหรับผิว Neutral
คนที่มี Neutral Undertone สามารถเริ่มจากรองพื้นที่ระบุว่าเป็น Neutral หรือเฉดกลางที่ไม่ได้เอนไปทางชมพูหรือเหลืองมากเกินไป
หากแบรนด์ไม่มีเฉด Neutral ให้เลือก อาจทดลองเปรียบเทียบระหว่างเฉด Warm และ Cool ที่มีระดับความสว่างใกล้เคียงกัน แล้วดูว่าเฉดไหนกลมกลืนกับผิวมากกว่า โดยเฉพาะบริเวณกรามและลำคอ
ถ้าไม่แน่ใจว่าเป็น Warm, Cool หรือ Neutral ควรเลือกยังไง?
หากยังแยก Undertone ไม่ออก ไม่จำเป็นต้องรีบเลือกจากชื่อเฉดเพียงอย่างเดียว ลองเลือกสีรองพื้นที่มีความสว่างใกล้เคียงกับผิวก่อน แล้วทดลองเฉดที่มีโทนแตกต่างกัน 2–3 สีบนแนวกราม เช่น Warm, Neutral และ Cool
จากนั้นสังเกตในแสงธรรมชาติว่าเฉดไหนทำให้สีผิวดูสม่ำเสมอและกลืนไปกับคอมากที่สุด วิธีนี้ช่วยให้ตัดตัวเลือกที่ชมพู เหลือง ส้ม หรือเทาเกินไปออกได้ง่ายขึ้น
วิธีทดสอบสีรองพื้นก่อนซื้อ ป้องกันหน้าลอยและสีไม่เข้ากับคอ
แม้จะรู้ Undertone แล้ว แต่การทดลองสีรองพื้นก็ยังเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะสีที่เห็นจากหน้าจอหรือบนแพ็กเกจอาจไม่เหมือนสีจริงบนผิว
1. ทดลองรองพื้นที่บริเวณกราม
ทารองพื้นเฉดที่สนใจบริเวณแนวกราม โดยเลือก 2–3 เฉดที่ใกล้เคียงกัน เพื่อเปรียบเทียบความกลมกลืนกับผิวหน้าและลำคอ
การทดสอบบริเวณกรามช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างสีผิวหน้าและลำคอได้ดีกว่าการทดสอบเฉพาะบริเวณหลังมือ
2. ดูสีรองพื้นในแสงธรรมชาติ
หลังจากทดลองสีแล้ว ให้สังเกตสีในแสงธรรมชาติ หากเป็นไปได้ควรดูทั้งบริเวณในร่มและบริเวณที่มีแสงธรรมชาติ เพื่อเปรียบเทียบว่าสีรองพื้นดูเข้ากับผิวอย่างไร
หลีกเลี่ยงการตัดสินสีจากแสงไฟในร้านเพียงอย่างเดียว เพราะสภาพแสงอาจส่งผลต่อการมองเห็นสี
3. รอให้รองพื้นเซตตัวก่อนตัดสินใจ
รองพื้นบางสูตรอาจมีการเปลี่ยนแปลงสีหลังจากทาลงบนผิว เช่น สีเข้มขึ้นหรือดูต่างจากตอนแรก การรอให้ผลิตภัณฑ์เซตตัวตามคำแนะนำของแบรนด์จึงช่วยให้ประเมินเฉดสีได้เหมาะสมขึ้น
อย่างไรก็ตาม สีที่ดรอประหว่างวันอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น สูตรผลิตภัณฑ์ ความมันบนผิว และสภาพแวดล้อม ไม่ได้เกิดจากการเลือก Undertone ผิดเสมอไป
เลือกรองพื้นยังไงไม่ให้ดรอประหว่างวัน?
ปัญหารองพื้นดรอปหรือสีเปลี่ยนระหว่างวันอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ การเลือก Undertone ให้เหมาะกับผิวเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ควรพิจารณา
ลองเช็กสิ่งเหล่านี้ก่อนซื้อ
1. สีรองพื้นตอนทาใหม่: ดูว่าสีเข้ากับผิวและลำคอหรือไม่
2. การเปลี่ยนสีหลังเซตตัว: ทดสอบแล้วสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเฉดสี
3. สภาพผิว: ผิวมันอาจมีความมันเพิ่มขึ้นระหว่างวัน ซึ่งส่งผลต่อภาพรวมของเมคอัพ
4. การเตรียมผิว: เลือกสกินแคร์และไพรเมอร์ที่เหมาะกับสูตรรองพื้น
5. การใช้รองพื้นให้เหมาะสม: ทาในปริมาณที่ต้องการและเซตเมกอัปตามความเหมาะสม
การเลือกเฉดที่เข้ากับผิวตั้งแต่แรก ร่วมกับการเตรียมผิวและเลือกสูตรที่เหมาะสม จะช่วยให้การแต่งหน้าดูสม่ำเสมอมากขึ้น แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่ารองพื้นทุกสูตรจะไม่เปลี่ยนสีระหว่างวัน
สรุป
วิธีเช็ก Undertone สามารถเริ่มต้นได้จากการดูสีเส้นเลือดบริเวณข้อมือ สังเกตเครื่องประดับ และเปรียบเทียบสีผิวกับโทนสีต่าง ๆ แต่ควรใช้หลายวิธีร่วมกัน เพราะแต่ละวิธีมีข้อจำกัด
จำง่าย ๆ ตามนี้เลย
🔵🟣 Cool Undertone: โทนเย็นหรือโทนชมพู
🟢 Warm Undertone: โทนอุ่นหรือโทนเหลือง
🟢🔵🟣 Neutral Undertone: โทนกลาง
เมื่อรู้ Undertone แล้ว อย่าลืมดูระดับความสว่างของผิวและทดลองรองพื้นบริเวณแนวกรามในแสงธรรมชาติ เพื่อหาเฉดที่กลมกลืนกับผิวและลำคอมากที่สุด
สำหรับใครที่กำลังมองหารองพื้นที่มีเฉดให้เลือก MISTINE MATTE & LIGHT AIR CUSHION SPF50+ PA++++ มี 3 เฉด ได้แก่ 01 Vanilla สำหรับผิวขาวอมชมพู, 02 Ivory สำหรับผิวขาวเหลือง และ 03 Beige สำหรับผิวสองสี พร้อมเนื้อ Semi Matte บางเบา ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและปกปิดแนบสนิท
FAQ คำถามที่พบบ่อย
ถ้าเส้นเลือดที่ข้อมือมีทั้งสีเขียวและสีน้ำเงิน แปลว่าเป็น Undertone อะไร?
อาจเป็น Neutral Undertone เพราะมีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างโทนอุ่นและโทนเย็น แต่ควรเช็กจากวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น สีเครื่องประดับและการทดลองเฉดรองพื้นจริง
Undertone เปลี่ยนตามสีผิวที่คล้ำขึ้นหรือไม่?
โดยทั่วไป Undertone เป็นโทนสีพื้นฐานใต้ผิวที่ไม่ได้เปลี่ยนง่ายตามการออกแดดหรือสีผิวที่เข้มขึ้น แต่ระดับความสว่างของผิวสามารถเปลี่ยนได้ จึงอาจต้องปรับเฉดรองพื้นตามช่วงเวลา
ทำไมเลือกสีรองพื้นตรง Undertone แล้ว แต่ยังรู้สึกว่าหน้าลอย?
อาจเลือก ระดับความสว่างของรองพื้นไม่ตรงกับสีผิว แม้ Undertone จะใกล้เคียงกันก็ตาม ควรลองเฉดที่สว่างหรือเข้มขึ้น และเทียบกับบริเวณแนวกรามและลำคอ
ควรลองรองพื้นที่ข้อมือหรือแนวกราม?
แนะนำให้ลองบริเวณ แนวกราม มากกว่า เพราะช่วยเปรียบเทียบสีระหว่างใบหน้าและลำคอได้ชัดเจนกว่าการลองที่ข้อมือ
รองพื้นเปลี่ยนสีระหว่างวัน เกิดจากอะไร?
สีรองพื้นอาจดูเปลี่ยนไปหลังเซตตัวหรือเมื่อเจอกับสภาพผิว ความมัน เหงื่อ และแสงที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรทดลองสีและรอให้รองพื้นเซตก่อนดูผลลัพธ์
ถ้าไม่แน่ใจว่าเป็น Warm, Cool หรือ Neutral ควรเลือกรองพื้นสีไหนดี?
ให้เริ่มจากเฉดที่มี ระดับความสว่างใกล้เคียงกับสีผิว แล้วทดลองโทน Warm, Cool และ Neutral ที่ใกล้เคียงกันบริเวณแนวกราม จากนั้นเลือกเฉดที่ดูกลืนกับผิวและลำคอมากที่สุด
หาซื้อได้ที่ ร้านค้าเครื่องสำอางใกล้บ้าน ทั่วประเทศ และ MISTINE BEAUTY SHOP
Shopee: https://bit.ly/4moqMQv
Lazada: https://bit.ly/41eEPzO
Tiktok: https://bit.ly/4oFr7QF



